ตรัสรู้

พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายพระเวฬุวันมหาวิหารเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา

ในครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลถึงการที่พระองค์สมพระราชประสงค์ ๕ ประการ ดังความปรารถนาของพระเจ้าพิมพิสาร พร้อมกล่าวสรรเสริญพระธรรมเทศนาประกาศพระองค์เป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดพระชนม์ชีพ และอาราธนาพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ให้เสด็จไปเสวยและฉันภัตตหาร ณ พระราชนิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น

รุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าและพระสาวกก็ได้เสด็จเข้าไปเสวยและฉันภัตตาหารในพระราชนิเวศน์ เสร็จแล้วพระเจ้าพิมพิสารก็ได้ทรงมีพระราชดำริว่า จะควรถวายที่ ๆ ไหนให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสาวก ได้ทรงเห็นว่าที่อันควรจะเป็นที่ประทับนั้น

  1. ควรจะเป็นที่ประกอบกิจของผู้บำเพ็ญพรต และเป็นที่หลีกเร้นในการบำเพ็ญพรต
  2. ควรจะเป็นที่มีทางสัญจรไปมาบริบูรณ์ สะดวกแก่ผู้ที่ต้องการจะไปมาได้
  3. กลางวันก็ไม่เป็นที่พลุกพล่านด้วยผู้คน กลางคืนก็มีความสงัด ไม่มีเสียงอื้ออึง ปราศจากลมที่เกิดจากผู้คนเดินไปมาพลุกพล่าน
  4. ควรจะเป็นที่ประกอบกิของผู้บำเพ็ญพรต และเป็นที่หลีกเร้นในการบำเพ็ญพรต
  5. ควรที่พระบรมศาสดาจะประทับได้.

ได้ทรงเห็น พระเวฬุวัน คือ สวนไผ่ ซึ่งเป็นสวนหลวง อันอยู่ภายนอกพระนครในทางด้านทิศเหนือ ไม่สู้ไกลนัก ก็ได้ทรงหลั่งน้ำจากพระเต้าทอง กราบทูลถวายพระเวฬุวันนั้น โดยความว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายพระเวฬุวันนั้น แก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับ อาราม คือ สวน

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมะให้พระราชาทรงเห็นแจ่มแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ และให้ทรงร่าเริงแล้ว ได้ทรงปรารภเรื่องนี้เป็นเหตุ ตรัสอนุญาตให้ภิกษุรับอาราม อันหมายความว่า วัดเป็นที่อาศัยอยู่ได้.

ตามตำนานปรากฏว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับจำพรรษาที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ รวม ๓ พรรษาที่เวฬุวันนั้น และได้มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในระหว่างนี้หลายเรื่อง

ในบัดนี้จะได้กล่าวเรื่องเกล็ด ๆ ที่เนื่องกับธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น ตามเรื่องที่เล่ามา.

ธรรมเนียนการให้ของแก่ผู้อื่น ให้สิ่งที่เป็นวัตถุยกหยิบยื่นได้ ก็มักจะหยิบยื่นให้ แต่ว่าถ้าให้สิ่งที่ใหญ่โต เช่น สวน หรือกุฎิ วิหาร หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่อาจจะหยิบยกให้ได้ มีธรรมเนียมใช้เทน้ำลงยังพื้นดิน หลั่งน้ำเป็นเครื่องหมายว่าให้ (หรือการหลั่งน้ำอุทิศเป็นทักษิโนทก)

อย่างในเรื่องนี้ พระเจ้าพิมพิสารถวายพระเวฬุวันเป็นอาราม ท่านทรงเทน้ำจากพระเต้าทองเป็นการแสดงว่าถวาย ในเรื่องอื่นดังเช่น พระเวสสันดรประทานช้างแก่พราหมณ์ที่มาขอ ท่านก็ยกช้างให้ไม่ได้ ก็ทรงเทน้ำจากพระเต้าทองเหมือนกัน หรืออย่างที่เรากรวดน้ำกัน ใช้เทน้ำ เพราะส่วนบุญนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เห็นตัว ไปใช่วัตถุ หยิบยื่นให้ไม่ได้ ฉะนั้นก็ใช้เทน้ำ เป็นหมายว่าให้ เข้าในธรรมเนียมที่กล่าวมานั้น อีกอย่างหนึ่ง อาจจะติดมาจากธรรมเนียมพราหมณ์ที่จะกล่าวต่อไป และธรรมเนียมเทน้ำกรวดนั้น เขานิยมเทน้ำหมด ไม่ให้เหลือค้างไว้ เหมือนอย่างว่าเต็มใจให้กันอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ประหยัดเอาไว้.

บทสรรเสริญพระพุทธคุณที่เราสวดกันเวลาเช้า คงจำได้ว่า ตํ โข ปน ภควนฺตํ เอวํ กลฺยาโร กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต เป็นต้น แสดงว่าเป็นเสียงสรรเสริญที่ประชาชนเขาพูด ๆ กันออกไปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น เพราะฉะนั้น บทแสดงพระพุทธคุณเหล่านั้น ต้นเดิมก็ดังมาจากเสียงที่พูดกันแพร่หลายในหมู่ประชาชน ไม่ใช่เป็นของผู้นั้นผู้นี้ได้แต่งขึ้น และถ้อยคำแหล่านั้นก็ล้วนเป็นคำเก่า ๆ อย่างคำว่า ภควา หรือ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นต้น เมื่อใครเป็นที่เคารพนับถือขึ้น แสดงตนเป็นศาสดาขึ้น ประชาชนก็คงใช้คำเหล่านี้เองเป็นคำเรียกร้อง และในตอนท้ายก็มีว่า การไปดูไปเห็นพระอรหันต์เป็นการดี เพราะฉะนั้น เมื่อเขาลือกันว่ามีพระอรหันต์มา ก็ควรที่จะไปดูพระอรหันต์กันเสียทีหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปด้วย ก็ยิ่งพากันไปมากมาย ส่วนศรัทธาที่จะตั้งมั่นสำหรับตนนั้น จะมีต่อเมื่อเกิดดวงตาเห็นธรรม คือเมื่อฟังธรรมแล้วได้ดวงตาเห็นธรรมด้วยตนเองนั่นแหละ จึงจะเกิดศรัทธาขึ้นด้วยตนเอง.

อนึ่ง พระเวฬุวันนั้น ในตำนานบางแห่งแสดงว่ามี ๒ ตอน ตอนหนึ่งเรียกว่า กลันทกนิวาปะ คือเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต ตอนนี้พระเจ้าพิมพิสารถวายให้เป็นอารามแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก ส่วนอีกตอนหนึ่งเรียกว่า โมรนิวาปะ คือเป็นที่ให้เหยื่อแก่นกยูง พระเจ้าพิมพิสารได้อนุญาตให้เป็นที่อยู่ของพวกปริพาชก ซึ่งเป็นนักบวชพวกหนึ่ง นี้ก็แสดงว่า พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงเป็นศาสนูปถัมภ์ของทุก ๆ ลัทธิ ถึงไม่ทรงนับถือ แต่ก็ไม่ทรงเบียดเบียน

พร้อมกันนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายวัดเวฬุวันมหาวิหาร หรือวิหารป่าไผ่ อันเป็นราชอุทยานของเหล่ากษัตริย์ราชวงศ์แห่งแคว้นมคธ แด่พระสงฆ์อันมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์จึงประทานพุทธานุญาตให้มีอาราม หรือ วัด ได้เป็นครั้งแรกในพระพุทธศาสนา

แสดงความคิดเห็น
เว็บไซต์พุทธะ
คำว่า “พุทธะ” นอกจากจะหมายถึง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ยังหมายถึง การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยการปฏิบัติธรรมตามหลักธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

แสดงความเห็น